บทความ
ศาลยุติธรรมกับการคุ้มครองผู้บริโภค
ตามที่มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องมาจากสภาพการค้าและระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างมากประกอบกับมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการผลิตสินค้าและการบริการ ขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในเรื่องมาตรฐานคุณภาพของสินค้าหรือบริการ และไม่เท่าทันเทคนิคการตลาดของผู้ประกอบธุรกิจ จึงประสบปัญหาต่างๆ จากการซื้อสินค้าและการบริการ ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่เวลามีปัญหาเกี่ยวกับการใช้สินค้าหรือบริการ มักจะปล่อยเลยตามเลย อาจเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยาก เสียเวลา หรือเป็นเพราะขาดความรู้ในการดำเนินคดีในชั้นศาล เนื่องจากจะต้องจ้างทนายความ แต่ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากต้องไปจ้างทนายความแล้วมันไม่คุ้มค่าเลย จึงเป็นเหตุให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ดำเนินกิจการโดยไม่สุจริตยิ่งได้ใจ เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคตลอดเวลา
ศาลยุติธรรมได้นำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับในการดำเนินคดีผู้บริโภค มีซึ่งมีหลักการพิจารณาพื้นฐานของกฎหมายฉบับนี้คือ
(๑) หลักความสะดวกและประหยัด เพื่อให้ผู้บริโภคมีโอกาสเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายขึ้น กำหนดให้ผู้บริโภคได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงตามมาตรา ๑๘ หรือหากกรณีผู้บริโภคมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการฟ้องร้องผู้ประกอบธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคนั้น ผู้บริโภคสามารถเดินเข้ามาในศาลยุติธรรมเพื่อให้เจ้าพนักงานคดีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศาลช่วยเหลือดำเนินการจดบันทึกรายละเอียดแห่งคำฟ้องให้ ตามมาตรา ๒๐
(๒) หลักความรวดเร็ว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายได้รับการเยียวยาโดยเร็วและไม่ให้เกิดผลกระทบแก่ผู้ประกอบธุรกิจมากเกินไป กำหนดนัดพิจารณาครั้งแรกจะต้องกระทำโดยเร็วภายใน ๓๐ วันนับแต่ศาลมีคำสั่งรับฟ้อง ตามมาตรา ๒๔
(๓) หลักไม่เป็นทางการ มีลักษณะไม่เคร่งครัดให้อำนาจศาลสั่งให้คู่ความทำการแก้ไขข้อผิดระเบียบหรือผิดหลงภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ตามมาตรา ๙ หรือนำกระบวนการไกล่เกลี่ยมาใช้ในการระงับข้อพิพาท ตามมาตรา ๒๕
(๔) หลักสุจริต การใช้สิทธิภายใต้พระราชบัญญัตินี้จะต้องกระทำด้วยความสุจริตไม่ว่าฝ่าย ผู้ประกอบธุรกิจหรือฝ่ายผู้บริโภค ตามมาตรา ๑๒
ดังนั้น ผู้บริโภคที่คิดว่าจะยุ่งยาก หรือเสียเวลาในการดำเนินคดีแล้วปล่อยให้ผู้ประกอบการหรือผู้ประกอบธุรกิจดำเนินกิจการแบบเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค ขอให้เปลี่ยนความคิดใหม่ว่าเรื่องดังกล่าวไม่ต้องยุ่งยากอีกต่อไป เพราะศาลยุติธรรมได้นำพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ มาใช้บังคับ ทำให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นผู้เสียหายเนื่องมาจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว สะดวก ประหยัด และเป็นธรรม
เรียบเรียงโดย นายคณพงศ์ เพชรแก้ว เจ้าพนักงานคดีปฏิบัติการ ศาลแขวงสงขลา
Relate topics
- สนทนากลุ่ม "การเสริมพลังอำนาจต่อระบบการร้องเรียนขององค์กรคุ้มครองผู้บริโภค จังหวัดสงขลา"
- บัตรเครดิตหายมีคนนำไปรูด จะทำอย่างไร
- เติมเงินเหลือในมือถือลาภลอยให้เอกชนเดือนละ 6 พันล.
- เสนอ "กลไกคุ้มครองผู้บริโภค" ให้ว่าที่ กสทช.-ย้ำคำนึงถึงสิทธิพลเมืองด้วย
- คุ้มครองผู้เสียหายทางการแพทย์ ไม่ต้องรอพระราชบัญญัติ

