เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคใต้

บทความ

"ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ...” ทำร้ายแพทย์หรือทำร้ายคนไข้?

by twoseadj @July,18 2010 01.18 ( IP : 202...248 ) | Tags : บทความ

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับปฏิกิริยาในทางต่อต้านของบุคลากรด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับ “ร่างพ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข พ.ศ. ......” (ต่อไปจะเรียกว่า ร่างพ.ร.บ.ฯ) ซึ่งเป็นร่างที่เสนอโดย ผู้เสียหายและผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 และนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จึงมีประเด็นที่น่าพิจารณาในทางกฎหมายว่าร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวนี้จะส่งผลเสียต่อบุคลากรทางการแพทย์และการบริการสาธารณะสุขจริงหรือไม่ อย่างไร?

เนื่องจากหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีบุคลากรทางการแพทย์ซึ่งเท่าที่ปรากฏก็คือ “คุณหมอ” ทั้งหลายออกมาตีโพยตีพายไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับดังกล่าว จึงเห็นควรว่าน่าจะพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวที่คุณหมอทั้งหลายหวาดกลัวและเห็นว่าเป็นร่างกฎหมายที่ไม่ควรผ่านออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับ หาไม่แล้วความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้จะต้องเลวร้ายลงอย่างยิ่ง ในบทความนี้จึงขอนำเสนอออกเป็น 4  ส่วน คือส่วนที่หนึ่งโครงสร้างของร่างพ.ร.บ.ฯ ส่วนที่สองเนื้อหาสำคัญในร่างพ.ร.บ.ฯ ส่วนที่สามข้ออ้าง/ความกังวลของคุณหมอทั้งหลายเป็นเรื่องที่รับฟังได้หรือไม่ ส่วนที่สี่บทสรุป
1.โครงสร้างของร่างพ.ร.บ.ฯ

ร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวมีจำนวนทั้งสิ้น 50 มาตรา ประกอบไปด้วย

1.1 ส่วนทั่วไปประกอบด้วยชื่อพ.ร.บ.ฯ(มาตรา 1) วันที่พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ(มาตรา 2) บทนิยาม(มาตรา 3) และบทกำหนดรัฐมนตรีรักษาการ(มาตรา 4)

1.2 การคุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข (หมวด 1 มาตรา 5-6)

1.3 คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข (หมวด 2 มาตรา 7-19)

1.4 กองทุนสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข (หมวด 3 มาตรา 20-24)

1.5 การพิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชย (หมวด 4 มาตรา 25-37)

1.6 การไกล่เกลี่ยและการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข (หมวด 5 มาตรา 38-41)

1.7 การพัฒนาระบบความปลอดภัยและป้องกันความเสียหาย (หมวด 6 มาตรา 42-44)

1.8 การฟ้องคดีอาญาและบทกำหนดโทษ (หมวด 7 มาตรา 45-46)

1.9 บทเฉพาะกาล (มาตรา 47-50)
2. เนื้อหาสำคัญในร่างพ.ร.บ.ฯ

2.1 บทนิยาม ในร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวได้กำหนดนิยามไว้ในมาตรา 3 โดยนิยามที่สำคัญได้แก่นิยามของ คำว่า “ผู้เสียหาย”, “สถานพยาบาล” และ “บริการสาธารณสุข” ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

“ผู้เสียหาย” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขจากสถานพยาบาล

“สถานพยาบาล” หมายความว่า สถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล สถานพยาบาลของรัฐ และของสภากาชาดไทย ทั้งนี้ ให้รวมถึงสถานบริการสาธารณสุขตามที่คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุขประกาศกำหนด

“บริการสาธารณสุข” หมายความว่า บริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งได้แก่ การประกอบโรคศิลปะตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ การประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเวชกรรม การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ การประกอบวิชาชีพทันตกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพทันตกรรม การประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพกายภาพบำบัด การประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเทคนิคการแพทย์การประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพเภสัชกรรม หรือการปะรกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด และให้รวมถึงการให้บริการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

2.2 คณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการตามร่างพ.ร.บ.ฯ ร่างพ.ร.บ.ฯ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการตามลำดับดังนี้

2.2.1 คณะกรรมการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในระบบบริการสาธารณสุข(ต่อไปจะเรียกว่า คณะกรรมการ)ตามมาตรา 7 ประกอบไปด้วย (1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ (2) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (3) ผู้แทนสถานพยาบาล จำนวนสามคน (4) ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ จำนวนสามคน (5) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนห้าคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สื่อสารมวลชน สิทธิมนุษยชน และการเจรจาไกล่เกลี่ยสาธารณสุข ด้านละหนึ่งคน รวมจำนวนคณะกรรมการทั้งสิ้น 18 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมีกำหนดไว้ในมาตรา 10 ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฯ กำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่หลายประการ แต่ทั้งนี้คณะกรรมการดังกล่าวไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น และเงินชดเชยแต่ประการใด

2.2.2 คณะอนุกรรมการพิจารณาให้เงินช่วยเหลือเบื้องต้น(ต่อไปจะเรียกว่า คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือ)ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละหนึ่งคน และผู้แทนสถานพยาบาลและผู้แทนผู้รับบริการสาธารณสุข ฝ่ายละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้น 5 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือมีการกำหนดไว้ในมาตรา 27 คือมีหน้าที่พิจารณาคำร้องขอรับเงินค่าเสียหาย(ในที่นี้คือเงินช่วยเหลือเบื้องต้น)

2.2.3 คณะอนุกรรมการประเมินเงินชดเชย(ต่อไปจะเรียกว่า คณะอนุกรรมการเงินชดเชย)ตามมาตรา12 วรรคหนึ่ง (2) ประกอบไปด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพและด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ด้านละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้น 5 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการเงินชดเชยมีการกำหนดไว้ในมาตรา 30 คือมีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเงินชดเชย

2.2.4 คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์(ต่อไปจะเรียกว่า คณะกรรมการอุทธรณ์)ตามมาตรา 13 ประกอบไปด้วย ประธานกรรมการหนึ่งคน และกรรมการอื่นซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์ ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพ และด้านการคุ้มครองผู้บริโภค

ด้านละหนึ่งคน และผู้แทนสถานพยาบาลและผู้แทนผู้รับบริการสาธารณสุข ฝ่ายละหนึ่งคน รวมทั้งสิ้น 8 คน

อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการอุทธรณ์มีการกำหนดไว้ในมาตรา 28(การวินิจฉัยเกี่ยวกับคำขอเงินช่วยเหลือเบื้องต้น), มาตรา 31(การวินิจฉัยเกี่ยวกับจำนวนเงินชดเชย)

2.2.5 คณะอนุกรรมการอื่นๆ ที่อาจถูกตั้งขึ้นได้ตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง (3)

2.3 การใช้สิทธิขอรับค่าเสียหาย

2.3.1 สิทธิของผู้เสียหายและเงื่อนไขในการได้รับสิทธิตามร่างพ.ร.บ.ฯ มาตรา 5 กำหนดหลักการพื้นฐานไว้ว่าผู้เสียหายมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและเงินชดเชยจากกองทุนตามร่างพ.ร.บ. นี้ โดยไม่ต้องพิสูจน์ความรับผิด นอกจากนี้ในมาตรา 6 ผู้เสียหายไม่อาจอ้างสิทธิตามมาตรา 5 ได้หากเป็นกรณีดังต่อไปนี้  (1) ความเสียหายที่เกิดขึ้นตามปกติธรรมดาของโรคนั้น แม้มีการให้บริการสาธารณสุขตามมาตราฐานวิชาชีพ (2) ความเสียหายซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้บริการสาธารณสุขตามมาตรฐานวิชาชีพ (3) ความเสียหายที่เมื่อสิ้นสุดกระบวนการให้บริการสาธารณสุขแล้วไม่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติ

2.3.2 กระบวนการใช้สิทธิของผู้เสียหายในการขอรับเงินค่าเสียหาย ตามร่างพ.ร.บ.ฯ ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิที่ถูกรับรองไว้ในมาตรา 5 ตามลำดับดังนี้

2.3.2.1 ผู้มีสิทธิยื่นคำขอรับเงินค่าเสียหาย ได้แก่ผู้เสียหายเอง(มาตรา 25 วรรคหนึ่ง) หรือ บุคคลอื่นอันได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส ทายาท หรือผู้อนุบาล หรือบุคคลใดซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย ในกรณีที่ผู้เสียหายถึงแก่ชีวิต เป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือไม่สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้แล้วแต่กรณี(มาตรา 25 วรรคสอง)

2.3.2.2 แบบของคำขอ การยื่นคำขอรับเงินค่าเสียหายสามารถกระทำได้ด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือก็ได้(มาตรา 25 วรรคสาม) คำขอดังกล่าวต้องยื่นต่อสำนักงาน(กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ) หรือยื่นต่อองค์กรที่สำนักงานกำหนด

2.3.2.3 ระยะเวลาในการยื่นคำขอ ผู้เสียหายต้องยื่นคำขอภายใน 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ให้บริการสาธารณสุขซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหาย

2.3.2.4 ผลของการยื่นคำขอต่ออายุความละเมิด เมื่อมีการยื่นคำขอให้อายุความทางแพ่งในมูลละเมิดนั้นสะดุดหยุดอยู่จนกว่าการพิจารณาคำขอเงินชดเชยนั้นจะถึงที่สุดหรือมีการยุติการพิจารณาคำขอมาตรา 34 วรรคหนึ่ง(มาตรา 26)

2.3.2.5 การพิจารณาคำขอรับเงินค่าเสียหาย

  • เมื่อได้รับคำขอให้หน่วยงานที่รับคำขอไว้ส่งคำขอดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือต้องพิจารณาคำขอดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ(ระยะเวลาในการพิจารณาดังกล่าวในกรณีที่มีเหตุจำเป็นสามารถขยายได้ไม่เกินสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 15 วัน และต้องระบุเหตุผลและความจำเป็นในการขยายเวลาทุกครั้งไว้ หากคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาระยะเวลาที่ขยายดังกล่าวให้ถือว่าคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือวินิจฉัยจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและให้จ่ายเงินดังกล่าว) หากคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือเห็นว่าผู้ยื่นคำขอเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 5 และไม่ใช่กรณีตามมาตรา 6 ให้วินิจฉัยจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้เสียหายหรือทายาท คำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือที่วินิจฉัยให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้เป็นที่สุด(มาตรา 27)

  • หากคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือมีคำวินิจฉัยไม่รับคำขอ ให้ส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการอุทธรณ์ และแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยเร็ว ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิที่จะเสนอข้อมูลหรือเอกสารเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ คณะกรรมการอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องอุทธรณ์ ระยะเวลาดังกล่าวสามารถขยายออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน ถ้าคณะกรรมการอุทธรณ์วินิจฉัยรับคำขอ ให้คณะอนุกรรมการ กำหนดจำนวนเงินช่วยเหลือเบื้องต้นด้วย คำวินิจฉัยจองคณะกรรมการอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด(มาตรา 28)

  • กรณีที่คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือตามมาตรา 27 หรือคณะกรรมการอุทธรณ์ตามมาตรา 28 ส่งคำขอให้คณะอนุกรรมการเงินชดเชยภายใน 7 วันนับแต่วันที่คณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือมีคำวินิจฉัยหรือถือว่ามีคำวินิจฉัยให้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้น หรือนับแต่วันที่คณะกรรมการอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้รับคำขอ(มาตรา 30 วรรคหนึ่ง)

  • คณะอนุกรรมการเงินชดเชยมีหน้าที่พิจารณาจ่ายเงินชดเชยโดยอาศัยหลักการเกี่ยวกับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยต้องวินิจฉัยคำขอให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากคณะอนุกรรมการเงินช่วยเหลือ หรือคณะกรรมการอุทธรณ์แล้วแต่กรณี กรณีที่มีเหตุจำเป็นให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกสองครั้ง ครั้งละไม่เกินสิบห้าวัน โดยต้องบันทึกเหตุผลและความจำเป็นในการขยายระยะเวลาทุกครั้งไว้ด้วย(มาตรา 30 วรรคสอง และวรรคสาม)

  • กรณีที่ผู้ขอไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงินชดเชยที่คณะอนุกรรมการเงินชดเชยได้วินิจฉัยกำหนด ผู้ขอสามารถอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการเงินชดเชย โดยยื่นอุทธรณ์ต่อสำนักงาน และให้สำนักงานส่งคำอุทธรณ์ให้คณะกรรมการอุทธรณ์ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ ถ้ายังไม่แล้วเสร็จสามารถขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน คำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เป็นที่สุด(มาตรา 31)

    • เมื่อผู้เสียหายหรือทายาทตกลงยินยอมรับเงินชดเชย ให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อกับความเสียหายและผู้เสียหายจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความ(มาตรา 33)

    • หากคณะอนุกรรมการเงินชดเชยหรือคณะกรรมการอุทธรณ์ ได้กำหนดจำนวนเงินชดเชยแล้ว หากผู้เสียหายหรือทายาทไม่ตกลงยินยอมรับเงินชดเชยและได้ฟ้องให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายเป็นคดีต่อศาล ให้ยุติการดำเนินการตามพ.ร.บ.นี้ และผู้เสียหายหรือทายาทไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอได้อีก(มาตรา 34 วรรคหนึ่ง)

หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวจ้องกับความเสียหายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ให้คณะอนุกรรมการเงินชดเชยพิจารณาว่าจะจ่ายเงินจากกองทุนเพื่อชำระค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาหรือไม่เพียงใด(มาตรา 34 วรรคสอง)

หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดยกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายไม่ต้องรับผิด คณะกรรมการอาจพิจารณาจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายหรือไม่ก็ได้(มาตรา 34 วรรคสาม)

  • กรณีที่ผู้เสียหายหรือทายาทได้นำเหตุแห่งความเสียหายฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหาย โดยขอรับเงินค่าเสียหายตามพ.ร.บ.นี้ด้วย ทั้งนี้ไม่ว่าจะขอรับเงินค่าเสียหายก่อนหรือหลังฟ้องคดี ให้ดำเนินการให้มีการพิจารณาเฉพาะการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นเท่านั้น เมื่อศาลมีคำพิพากาษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วให้นำความในมาตรา 34 วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม(มาตรา 35)

  • กรณีที่มีการจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้เสียหายแล้วหากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้ผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความเสียหายชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ให้หักเงินช่วยเหลือเบื้องต้นออกจากค่าสินไหมทดแทนด้วย(มาตรา 36)

  • กรณีที่มีความเสียหายปรากฏขึ้นภายหลังจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยผลของสารที่สะสมอยู่ในร่างกายของผู้เสียหายหรือเป็นกรณีที่ต้องใช้เวลาในการแสดงอาการ ให้ผู้เสียหายมีสิทธิยื่นขอรับเงินชดเชยตามพ.ร.บ.นี้ภายใน 3 ปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ให้บริการสาธารณสุขซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่รู้ถึงความเสียหายที่ปรากฏขึ้นภายหลัง คำขอดังกล่าวให้สำนักงานส่งให้คณะอนุกรรมการเงินชดเชยภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอโดยให้นำมาตรา 30, 31, 32 และ 33 มาใช้โดยอนุโลม

2.4 การไกล่เกลี่ย

ตามร่างพ.ร.บ.ฯ ได้ระบุถึงการไกล่เกลี่ยที่ผู้เสียหายและผู้ให้บริการสาธารณสุขหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการไกล่เกลี่ยกันได้ โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ - เรื่องที่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ มาตรา 38 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ว่าต้องเป็นเรื่องอื่นนอกจากเงินค่าเสียหายตามร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว - การไกล่เกลี่ยจะดำเนินการก่อนหรือภายหลังผู้เสียหายได้ยื่นคำขอรับเงินค่าเสียหาย หรือหลังจากากรพิจารณาคำขอรับเงินค่าเสียหายเสร็จแล้วก็ได้ - หากมีการไกล่เกลี่ยกันสำเร็จให้มีการจัดทำสัญญาประนีประนอมในเรื่องที่ไกล่เกลี่ยกันดังกล่าว(มาตรา 39 วรรคสาม) - เมื่อมีการไกล่เกลี่ยให้อายุความฟ้องร้องคดีแพ่งสะดุดหยุดอยู่จนกว่าจะมีการยุติการไกล่เกลี่ย(มาตรา 40) - การกำหนดห้ามไม่ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยใช้ข้อมูลที่กำหนดในการดำเนินคดีในศาล(มาตรา 41)

2.5 การฟ้องคดีอาญาและบทกำหนดโทษ

ร่างพ.ร.บ.ฯ ได้กำหนดระบุถึงการพิจารณาการกำหนดโทษโดยศาล โดยในมาตรา 45 กำหนดให้ศาลในคดีอาญาฐานกระทำการโดยประมาทที่เกี่ยวเนื่องกับการให้บริการสาธารณสุข หากศาลเห็นว่าจำเลยกระทำผิด ให้ศาลนำข้อเท็จจริงต่างๆของจำเลยเกี่ยวกับประวัติ พฤติการณ์แห่งคดี มาตรฐานวิชาชีพ การบรรเทาผลร้ายแห่งคดี การรู้สำนึกในความผิด การที่ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๔ การชดใช้เยียวยาความเสียหาย และการที่ผู้เสียหายไม่ติดใจให้จำเลยได้ รับโทษ ตลอดจนเหตุผลอื่นอันสมควร มาพิจารณา ประกอบด้วยในการนี้ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใด หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้

นอกจากนั้นในมาตรา 46 ได้กำหนดโทษของการฝ่าฝืนคำสั่งของคณะกรรมการ คณะกรรมการอุทธรณ์ หรือคณะอนุกรรมการ ตามมาตรา 18 ซึ่งการฝ่าฝืนดังกล่าวมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  1. ข้ออ้าง/ความกังวลของคุณหมอทั้งหลายเป็นเรื่องที่รับฟังได้หรือไม่

เมื่อได้พิจารณาถึงเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.ฯ ดังกล่าวนี้แล้ว กรณีจึงเป็นที่น่าพิจารณาว่าข้ออ้าง/ความกังวลของคุณหมอที่ปรากฏในทางสื่อสารมวลชนนั้นรับฟังได้หรือไม่เพียงใดโดยในที่นี้ได้หยิบยกข้อสังเกต, ความเห็น และทัศนคติของ “คุณหมอ” (ที่ต้องเน้นตัวหนาก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเจ้าของความเห็นดังกล่าวว่าเป็น “คุณหมอ” ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดาหรือเด็กอนุบาลที่ไหนแต่อย่างใด) ที่ปรากฏในเนื้อหาข่าวในช่วงระยะเวลา 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์มติชนอันได้แก่ ข่าว 1) พ.ร.บ.เยียวยาผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 14:30:03 น.  มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/newsdetail.php?newsid=1277192915&catid=02 2) นายแพทย์-โรงพยาบาล ช็อก ! พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ลากหมอติดคุก-จ่ายสินไหม เลิกปรองดอง โทษแรงกว่าในสหรัฐ วันที่ 04 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 17:08:19 น.  มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/newsdetail.php?newsid=1278238349&grpid=00&catid= 3) แพทย์ขู่!ประท้วงร่างพ.ร.บ.คุ้มครองความเสียหาย จากบริการสาธารณสุข ชี้ข้อเสียเพียบ ประชาชนรับกรรม วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 เวลา 11:24:39 น.  มติชนออนไลน์ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1278563507&grpid=00&catid=

ในที่นี้ผู้เขียนจะได้พยายามรวมรวมประเด็นปัญหาที่เป็น “สาระสำคัญ” ที่ “คุณหมอ” ได้แสดงความเห็นไว้ในข่าว โดยผู้เขียนจะแสดงความเห็นต่อความเห็นของ “คุณหมอ” ในเรื่องต่างๆ ตามลำดับดังนี้

3.1 ประเด็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และเนื้อหาสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฯ

มีการกล่าวว่า “จากหลัก การและเหตุผลจะพบว่า บุคลากรสาธารณสุข นอกจากต้องทำงานหนักทั้งกลางวันกางคืน ไม่ว่าวันราชการหรือวันหยุด เพื่อรับผิดชอบดูแลรักษาผู้ป่วยแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกร้องเรียน /ฟ้องร้อง/ต้องจ่ายเงินช่วยเหลือ/ชดเชยและถูกไล่เบี้ย/หรือถูกตัดสินจำคุกใน คดีอาญาเหมือนเป็นฆาตกร และยังต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เพื่อเตรียมไว้จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้อง ต้นทุกราย และยังต้องจ่ายชดเชยค่าเสียหาย และยังต้องถูกฟ้องร้องต่อศาลได้อีก”

เมื่อผู้เขียนอ่านความเห็นดังกล่าวแล้วเห็นว่ากรณีไม่ใช่เรื่องปกติหรอกหรือที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งกระทำการโดยประมาทหรือจงใจแล้วก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลอื่นขึ้น แล้วบุคคลที่เสียหายนั้นใช้สิทธิทางศาลไม่ว่าจะเป็นทางคดีแพ่งละคดีอาญา

นอกจากนั้นในบางข่าวยังมีการกล่าวอ้างถึงตัวอย่างที่ว่า “มีบริการสาธารณะใดบ้างที่ต้องมีเงินประกันความเสียหาย โดยไม่ต้องพิสูจน์ถูก/ผิด ทั้งนี้การบริการสาธารณะที่จัดขึ้นโดยรัฐบาล เช่นการศึกษานั้น ถ้านักเรียนสอบตก ไม่เห็นมีการฟ้องร้องครู ว่าทำให้นักเรียน “เสียหาย” มีแต่จะลงโทษเด็กนักเรียน ให้เรียนซ้ำชั้น/ไล่ออก และไม่เห็นมีการออกกฎหมายมาคุ้มครองเด็กนักเรียนที่เสียหายจากการรับบริการ การศึกษาแต่อย่างใด หรือในระบบราชการตำรวจ ไม่เห็นมีการออกพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการที่ถูกตำรวจยิงตาย โดยที่ประชาชนคนนั้นไม่ได้เป็นผู้ร้าย  (หรือถ้ามีพ.ร.บ.เช่นว่านี้ ก็โปรดบอกข้าพเจ้าผู้เขียนเรื่องนี้ด้วย)”

กรณีดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่หากถามว่าหากนักเรียนที่สอบตกคนนั้นไปใช้สิทธิทางศาลสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบคือทำได้ ทั้งนี้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกรณีต่างๆ นั้นก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะมาคุ้มครองในทุกกรณีแต่ประการใด เพราะผู้เสียหายก็ไปใช้สิทธิทางศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้อยู่แล้ว ส่วนการสอบถามหากฎหมายที่คุ้มครองผู้เสียหายจากการที่ถูกตำรวจยิงตายโดยที่ประชาชนคนนั้นไม่ได้เป็นผู้ร้ายนั้น กฎหมายดังกล่าวก็ได้มีการออกมาใช้บังคับตั้งแต่ปี 2544 อันได้แก่ พระราชบัญญัติค่าตอบแทน ผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา  พ.ศ.2544

นอกจากนั้นก็มีการกล่าวว่า “นอกจากจะต้องทำงานบริการประชาชนแล้ว ยังต้องจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดความเสียหายอีก ถ้าเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ก็คงไม่มีปัญหาอะไร โรงพยาบาลก็ต้องขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลที่จะต้องเอาเงินภาษีจากหยาด เหงื่อแรงงานของประชาชนมาเพิ่มงบประมาณให้โรงพยาบาลเพื่อส่งเข้ากองทุน  คุ้มครองผู้เสียหายนี้  ส่วนโรงพยาบาลเอกชนก็คงต้องผลักภาระนี้ให้แก่ประชาชนที่ต้องจ่ายเงินเอง อย่างแน่นอน เพราะเป็นต้นทุนที่ถูกบังคับ (โดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า)”

ก็เป็นความเห็นที่น่ารับฟังประการหนึ่ง แต่หากเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีร่างพ.ร.บ.ฯ นี้ที่กำหนดให้มีการจัดเก็บเงินกองทุน(เป็นการแชร์ความเสี่ยงในการรับผิดของบุคลากรทางการแพทย์) ท่านก็ต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่ง ทางอาญาตามกฎหมายทั่วไปที่ใช้บังคับตามปกติไป อีกทั้งกรณีก็ไม่ผิดปกติประการใดที่จะนำเงินภาษีของประชาชนมาชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน

3.2 ประเด็นเรื่องของสิทธิของผู้เสียหาย

มีความเห็นว่าเมื่อผู้เสียหาย ““เชื่อ” ว่าตัวเองได้รับความเสียหายก็สามารถยื่นคำขอเงินค่าเสียหายได้นั้น” ต้องไม่ลืมว่าตามร่างพ.ร.บ.ฯ แล้วจะเห็นว่าเพียงแค่ความเชื่อว่าตนเองเป็นผู้เสียหายนั้นไม่สามารถทำให้ได้รับเงินค่าเสียหายโดยอัตโนมัติแต่ประการใดไม่ ยิ่งไปกว่านั้นการมีสิทธิยื่นหรือไม่มีสิทธิยื่นคำขอนั้นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจก็ต้องพิจารณาตามเงื่อนไขที่ร่างพ.ร.บฯ กำหนดเอาไว้ ทั้งนี้ตามมาตรา 5 และมาตรา 6

3.3 ประเด็นเรื่องของคณะกรรมการ

มีการกล่าวถึงคำว่า “คณะกรรมการ” ในเนื้อข่าวหลายจุดด้วยกัน แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าหมายถึง “คณะกรรมการ” ใดกันแน่ เพราะในร่างพ.ร.บ.ฯ มีการกำหนดให้มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการดังที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ทั้งนี้ในการกล่าวถึงคณะกรรมการในร่างพ.ร.บ.ฯดังกล่าว นั้นหากไม่ระ

แสดงความคิดเห็น

« 5586
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง