เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคภาคใต้

บทความ

ยางเก่า เราต้องเลือกใช้ให้ดี

by twoseadj @June,04 2010 09.58 ( IP : 202...244 ) | Tags : บทความ
photo  , 330x459 pixel , 45,997 bytes.

การ re-use หรือของเก่ากลับมาใช้ใหม่นั้น นับเป็นแนวทางที่ดีในการลดขยะ ลดโลกร้อน แต่ของบางอย่างหากใช้จนเก่าแล้วก็ไม่ควรนำกลับมาใช้ไหม่ ตัดใจให้มันไปสู่กระบวนการ recycle จะดีกว่า เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะเจ้ายางรถยนต์วงกลมๆ ทั้ง 4 เส้นที่ช่วยให้เราเดินทางไปได้ทุกที่

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนมีสาเหตุสำคัญประการหนึ่งมาจากการใช้ยางรถยนต์ที่หมดสภาพแล้ว เพราะยางรถยนต์เป็นส่วนที่ต้องรับภาระหนักที่สุด หากอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์แล้วนั้น อาจหมายถึงชีวิตเลยทีเดียว ดังนั้นจึงควรใส่ใจตรวจสอบสภาพยางเป็นประจำและดูแลรักษาอย่างถูกวิธี เพราะอาจไม่มีโอกาสรีสตาร์ทก็เป็นได้

ยางรถยนต์ แบ่งได้เป็น 3 ประเภท

  1. ยางใหม่ คือยางรถยนต์ที่ไม่เคยถูกนำมาใช้ หากเก็บไว้ในสภาพที่ดีจะสามารถเก็บได้ประมาณ 5 ปี
  2. ยางหล่อดอก คือ ยางรถยนต์ที่นำโครงยางที่เก่าจนดอกสึก มาหล่อดอกยางเข้าไปใหม่ บนโครงสร้างยางเก่า
  3. ยางเปอร์เซ็นต์ คือ ยางที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ดีอยู่ มีราคาถูกกว่ายางใหม่

ยางรถยนต์ที่เก่าจะไม่สามารถรีดน้ำได้ในขณะที่ฝนตก ทำให้รถไม่เกาะถนน และลื่นไถลได้ง่ายขณะที่เบรกลักษณะการสึกของยางที่เป็นอันตราย คือ เมื่อความลึกของดอกยางเหลือไม่ถึง 1.6 มม. หรือเมื่อพบว่ามีรอยสึกเป็นหย่อมๆ ถือว่ายางหมดสภาพ หมดอายุการใช้งาน

อายุการใช้งานของยางโดยเฉลี่ย คือ 3 ปีนับจากวันที่ใช้งาน หรือคิดตามระยะทางคือ 50,000 - 60,000 กม. ในช่วงนี้ผู้ใช้สามารถวางใจในประสิทธิภาพของยางได้เต็มร้อย แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดูรักษาและลักษณะการใช้งานของแต่ละคนด้วย ยางหมดอายุได้ในหลายลักษณะหลัก เช่น ดอกยางสึกหมด , เนื้อยางแข็ง,โครงสร้างกระด้าง, แตกปริ, แตกลายงา หรือ แก้มยางบวม แม้เกิดขึ้นเพียงลักษณะเดียวหรือควบคู่กันก็ถือว่าหมดอายุ ไม่จำเป็นต้องดอกหมดแล้วยางถึงจะหมดสภาพเสมอไป เพราะความสึกของดอกยางเกี่ยวข้องกับการรีดน้ำ ฝุ่นและโคลนเป็นหลัก ส่วนประสิทธิภาพการเกาะถนนและการทรงตัว ขึ้นอยู่กับความแข็งของเนื้อยาง และโครงสร้างภายใน

เมื่อยางหมดอายุแล้วควรจะเปลี่ยนยางเส้นใหม่โดยเลือกขนาดยางและและกระทะล้อให้ถูกต้องตามที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้ และที่สำคัญจะต้องทำโดยช่างที่มีความเชี่ยวชาญและได้มาตรฐาน เพราะหากผู้ใส่ยางไม่ชำนาญ อาจทำให้เกิดรอยฉีกขาดเล็กๆ บริเวณขอบยาง ทำให้ลมยางซึมออกมาตลอดเวลา นอกจากนี้หากใส่ยางเข้ากระทะล้อผิดวิธี อาจทำให้ยางระเบิดหรือหลุดจากกระทะล้อ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ เมื่อเปลี่ยนยางทุกครั้ง ต้องเติมลม ถ่วงล้อ และตั้งศูนย์

รู้รอบเรื่องดูแลยาง

  • ลมยางนั้นสำคัญไฉน…ลมยางช่วยลดแรงกระแทกระหว่างรถยนต์และพื้นถนน ควรเติมตามอัตราที่ผู้ผลิตรถยนต์กำหนดไว้ ช่วยรักษายางให้ใช้งานได้นาน ดอกยางทุกส่วนสัมผัสพื้นสม่ำเสมอ ขับขี่นุ่มนวล ปลอดภัย และประหยัดค่าน้ำมันด้วย และเติมเท่ากันทุกล้อ เพื่อรักษาสมดุลของล้อ ไม่เสียหลักเมื่อเบรกกะทันหัน
  • ลมยางน้อยเกินไป ทำให้แก้มยางบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง หรือหากลมยางอ่อนมากๆ จะทำให้โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และยางจะสึกบริเวณด้านซ้าย-ขวาของหน้ายางมากกว่าตรงกลาง
  • ลมยางมากไป เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เพราะจะทำให้ยางเกาะถนนน้อยลงจากหน้าสัมผัสที่ลดลง สะเทือนมากกว่าปกติ ยางจะสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวาและที่สำคัญคือ เสี่ยงต่อการระเบิด
  • ฝาวาล์วยาง…ใครคิดว่าไม่สำคัญ หลายคนไม่ใส่ใจฝาวาล์วยาง (จุ๊บลม) ว่ายังอยู่หรือว่าปิดสนิทหรือไม่ซึ่งจุ๊บลมนี้ช่วยป้องกันฝุ่น และความชื้นซึมเข้าในยาง รวมทั้งกันไม่ให้ลมยางซึมออกมา ซึ่งหากปิดไม่สนิท อาจทำให้อายุการใช้งานของยางสั้นลงได้
  • สลับยางทุก 10,000 กม. เพื่อให้ยางทั้ง 4 ล้อสึกเท่าๆ กัน
  • ถ่วงล้อ…การถ่วงล้อที่สมดุล มีผลเสียต่ออายุการใช้งานของยาง ตลอดจนคุณสมบัติการเกาะถนนระบบช่วงล้อ และโช้คอัพ โดยเฉพาะล้อคู่หน้าที่มีหน้าที่ในการเลี้ยว หากไม่ได้สมดุล จะมีทำให้พวงมาลัยสั่นในบางช่วงความเร็ว ซึ่งควรจะถ่วงล้อทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ สลับยาง และปะยาง
  • ตั้งศูนย์ล้อ คือ การทำให้ส่วนประกอบต่างๆ ของระบบบังคับเลี้ยว ระบบช่วงล่างและยางทำงานสัมพันธ์กันถูกต้อง บังคับทิศทางได้ดี หากศูนย์ล้อผิดปดติ จะทำให้ยางสึกเร็วขึ้น รถลื่นไถล และก่อให้เกิดอันตรายได้เนื่องจากบังคับทิศทางรถในมุมที่ผิดปรกติ
  • ตรวจเช็คสภาพยางเป็นประจำ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานของรถ และเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่
  • น้ำยาเคลือบยาง คนรักรถส่วนใหญ่ชอบที่จะใช้น้ำยาเคลือบแก้มยางเพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับยางเส้นสวย แต่น้ำยาบางชนิดมีฤทธิ์ต่อเนื้อยาง ทำให้บวมหรือ เปื่อยในระยะยาว ดั้งนั้นจึงควรเลือกสารประเภทซิลิโคนจะปลอดภัยกว่าในกรณีที่ยางระเบิดกะทันหัน ต้องพยายามถือพวงมาลัยไว้ให้มั่นคง และพยายามบังคับรถเข้าข้างทางอย่างปลอดภัย และไม่ควรแตะเบรกอย่างกะทันหัน เพราะจะทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำ ควรเปลี่ยนเป็นเกียร์ตํ่าทันทีเพื่อชะลอความเร็ว

ขับขี่ดีช่วยยืดอายุยาง

  • อย่าออกรถและหยุดรถและหักพวงมาลัยอย่างรุนแรง
  • อย่าขับรถปีนขอบถนน หรือ เบียดฟุตบาท
  • ควรขับหลบหลุม ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวาง
  • เติมลมยางให้เหมาะสมตามรกำหนดไว้ตามรุ่นของรถ
  • ตรวจสอบลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
  • สลับยางและถ่วงล้อตามระยะเวลาและระยะทางที่กำหนด

สรุปทิ้งท้าย ผู้ใช้รถยนต์ควรดูแลยางอย่างสม่ำเสมอ สลับยางทุกๆ 10,000 กม. และเปลี่ยนยางเส้นใหม่ทุกๆ 3 ปี หรือขับขี่เกิน 50,000 กม. หรือเมื่อดอกยางเหลือน้อยกว่า 1.6 มม. และที่สำคัญต้องตรวจสอบฉลากสินค้าให้ถูกต้องโดยเฉพาะวันผลิต เพื่อการขับขี่บนท้องถนนที่ปลอดภัย

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

แสดงความคิดเห็น

« 0784
หากท่านไม่ได้เป็นสมาชิก ท่านจำเป็นต้องป้อนตัวอักษรของ Anti-spam word ในช่องข้างบนให้ถูกต้อง
The content of this field is kept private and will not be shown publicly. This mail use for contact via email when someone want to contact you.
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง